โลกร้อนขึ้นกี่องศาต่อปี และจะเป็นอย่างไรหากโลกร้อนทะลุจุดเดือด
ทุกคนน่าจะรู้สึกได้ว่าโลกร้อนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายนที่หลายจังหวัดของไทยร้อนระอุทะลุ 40 องศาเซลเซียส แต่คำว่าร้อนมากในที่นี้คือเท่าไหร่ โลกเราร้อนขึ้นกี่องศาแล้ว และจะเป็นอย่างไรหากโลกยิ่งร้อนจนทะลุจุดเดือด มาศึกษาเรื่องนี้ไปพร้อมกัน
โลกร้อนขึ้นกี่องศา?
อันที่จริง อุณหภูมิโลกเรานั้นสูงขึ้นเรื่อยมานับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ณ ปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยที่ 1.1 องศาเซลเซียส โดยหลัก ๆ มาจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่าง คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในช่วงทศวรรษ (ปี 2015-2023) ที่ผ่านมาก็ถือเป็นช่วงปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
จากสถิติเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่บอกกับเราว่าปี 2016 และ 2020 เป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีฐานสูง 2 อันดับแรก คือ 1.03 และ 1.01 องศาเซลเซียสตามลำดับ แต่ปัจจุบันถูกโค่นด้วยปี 2023 อุณหภูมิเฉลี่ย 1.18 องศาเซลเซียส สูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งก็เป็นเป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นยังมีการประเมินอีกว่า หากมนุษย์ยังทำกิจกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2027 หรือไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โลกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเพดานตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) กำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงไปกว่านี้นั่นเอง
หนึ่งจุดสำคัญของการขยับจากโลกร้อนไปสู่โลกเดือดอยู่ที่ตรงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาจากการสกัดและเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ไฟป่า และกระบวนการทางธรรมชาติอย่างภูเขาไฟระเบิด ซึ่งในปัจจุบันความเข้มข้นของคาร์บอนเฉลี่ยในบรรยากาศที่วัดได้จะอยู่ที่ 426 ส่วนต่อล้าน (parts per million: ppm) เพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
หากวันที่ความเข้มข้นของคาร์บอนพุ่งสูงกว่า 500 ppm มาถึง เราอาจจะได้เห็นครอบน้ำแข็ง (Ice Cap) ละลายเป็นวงกว้าง และกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากแตะถึง 1,000 ppm อาจไม่มีมนุษย์คนไหนดำรงชีวิตบนโลกนี้ได้หรือใช้ชีวิตได้ลำบากมาก ประหนึ่งย้อนกลับไปยังโลกเมื่อ 50 ล้านปีก่อน เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 องศาเซลเซียส น้ำแข็งในโลกจะเหลือน้อยมาก และน้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่า 60 เมตร
ผลกระทบจากโลกร้อนขึ้นจนทะลุจุดเดือด
การเพิ่มขึ้นอุณหภูมิโลกอันเนื่องมาจากก๊าซเรือนกระจกส่งผลอย่างมากต่อธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต แม้จะเพิ่มเพียงหลักทศนิยมก็ไม่อาจละเลยไปได้ เพราะตัวเลขที่บวกเพียง 0.1 องศาเซลเซียส อาจเปลี่ยนรักษ์โลกเป็นทำร้ายโลกได้เลย
ซึ่งจากอุณหภูมิเฉลี่ย 1.1 องศาเซลเซียสในปัจจุบัน ก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโลกมากมาย เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง เลวร้าย หรือเกิดบ่อยขึ้นอย่าง ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น หรือมหาสมุทรอุ่นขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียทั้งทรัพยากร อาหาร ชีวิต รวมถึงทรัพย์สินด้วย
ลองมาดูตัวอย่างคาดการณ์ผลกระทบหรือความเปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น 1.5 และ 2 องศาเซลเซียส เพิ่มเติมกัน
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส
- วันที่ร้อนมากในพื้นที่เขตละติจูดกลางจะร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
- 14% ของประชากรโลกจะเผชิญกับคลื่นความร้อนสูงทุก 5 ปี
- ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่า 0.40 เมตร ภายในปี 2100
- ปะการังเสี่ยงลดลงกว่า 70-90%
- ปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อปีจะลดลงราว 1.5 ล้านตัน
- ผลผลิตของข้าวโพดในพื้นที่เขตร้อนจะลดลงราว 3%
- 4% ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง 6% แมลงและ 8% ของพืช จะมีความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส
- วันที่ร้อนมากในพื้นที่เขตละติจูดกลางจะร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
- 37% ของประชากรโลกจะเผชิญกับคลื่นความร้อนสูงทุก 5 ปี
- ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่า 0.46 เมตร ภายในปี 2100
- ปะการังเสี่ยงลดลงกว่า 99%
- ปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อปีจะลดลงราว 3 ล้านตัน
- ผลผลิตของข้าวโพดในพื้นที่เขตร้อนจะลดลงราว 7%
- 8% ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง 16% ของพืช และ 18% แมลง จะมีความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ว่าจะ 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส ยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านอาหาร ปัญหาสุขภาพ และปัญหาความเป็นอยู่ได้ด้วย โดยคนในบางพื้นที่อาจไร้ที่อยู่ ความร้อนทวีความรุนแรงจนเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิต การระบาดของโรคติดต่อจากแมลงอย่างมาลาเรียหรือไข้เลือดออก รวมถึงการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี หรือธัญพืชต่าง ๆ
ไม่ว่าโลกร้อนขึ้นกี่องศาก็ล้วนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต ซึ่งนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในการตระหนักรู้และหันกลับมาร่วมมือร่วมใจรักษ์โลก ด้วยจุดเริ่มต้น Paint Beger, Paint the World Green สู่เป้าหมาย Net Zero Emission หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุดก่อนส่งต่อให้ลูกหลานของเราในอนาคต
References:
- Annual 2023 Global Climate Report | National Centers for Environmental Information
- Carbon Dioxide | Vital Signs – Climate Change: Vital Signs of the Planet NASA
- Climate change: The IPCC summarized 5 years of reports | World Economic Forum
- Impacts at 1.5 and 2 degrees of warming | Climate Council
- Record-breaking increase in CO2 levels in world’s atmosphere | Greenhouse gas emissions | The Guardian
- When Antarctica was a tropical paradise | Antarctica | The Guardian
- 1.5 or 2 degrees Celsius of additional global warming: Does it make a difference? | Yale Climate Connections
- 7. Is the current level of atmospheric CO2 concentration unprecedented in Earth’s history? Answer | Royal Society
- โลกร้อน: สถิติชี้ ปี 2023 ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ส่วนปี 2024 มีโอกาสร้อนยิ่งขึ้นอีก | BBC News ไทย
- โลกร้อน: คู่มืออย่างง่าย ในการเข้าใจ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" | BBC News ไทย
- นักวิทยาศาสตร์เตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่มขึ้น 1.5 องศาฯ ในปี 2027 | Thai PBS News