TH | EN

คะแนนการลดคาร์บอนคืออะไร? เหตุใดจึงสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และสถาปนิกในยุค Net Zero

คะแนนการลดคาร์บอน

ในบริบทของโลกธุรกิจปัจจุบัน “คาร์บอน” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กร อาคาร และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แนวคิดเรื่อง “คะแนนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ทั้งในมิติของกฎหมาย การค้า การลงทุน และการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน บทความนี้จะอธิบายความหมายของคะแนนด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอน ระบบประเมินที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงให้เห็นว่า การเลือกวัสดุและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น โซลูชันสีสะท้อนความร้อนประสิทธิภาพสูง สามารถสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม

1. คะแนนการลดคาร์บอนคืออะไร?

คำว่า “คะแนน” ในบริบทนี้ หมายถึงระบบประเมินและมาตรฐานที่ใช้วัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประสิทธิภาพด้านพลังงานขององค์กรหรืออาคาร โดยครอบคลุมทั้งระดับองค์กรและระดับโครงการ

1.1 คาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint)

การคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร แบ่งออกเป็น

  • Scope 1: การปล่อยโดยตรง
  • Scope 2: การปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า
  • Scope 3: การปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน

ประเภทของฉลาก คารฺบอนฟุตพริ้นท์ในไทย

ในภาคอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม การใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบปรับอากาศถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ที่มีสัดส่วนสูง ดังนั้น การลดภาระความร้อนของอาคารจึงมีผลโดยตรงต่อการลดก๊าซคาร์บอนขององค์กร

 

ตารางเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3

ประเภท

ความหมายโดยสรุป ตัวอย่างในองค์กร/อาคาร แนวทางลดการปล่อย
Scope
1
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมที่ควบคุมเอง การเผาไหม้น้ำมันในเครื่องจักร, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, การรั่วไหลของสารทำความเย็น ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร, ใช้พลังงานสะอาด, บำรุงรักษาอุปกรณ์
Scope 2 การปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานที่ซื้อมา ค่าไฟฟ้าสำนักงาน, โรงงาน, ระบบปรับอากาศในอาคาร ลดการใช้พลังงาน, เพิ่มประสิทธิภาพอาคาร, ใช้พลังงานหมุนเวียน

Scope 3

การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน การผลิตวัสดุที่ซื้อมา, การขนส่งสินค้า, การกำจัดของเสีย เลือกซัพพลายเออร์คาร์บอนต่ำ, ปรับปรุงโลจิสติกส์, ส่งเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่า

 

1.2 ระบบให้คะแนนอาคารเขียว (Green Building Rating Systems)

ระบบมาตรฐาน เช่น LEED, TREES, EDGE และ WELL มีหมวดประเมินด้านพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็น

LEED

 

TGBI

Edge

 

Well

 

  • ประสิทธิภาพพลังงานของอาคาร
  • การลดความร้อนสะสมของผิวอาคาร
  • การลด Urban Heat Island Effect
  • การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดการใช้พลังงานระยะยาว

การออกแบบซองอาคารให้มีค่าการสะท้อนรังสีความร้อนสูง สามารถช่วยเพิ่มคะแนนในหมวดพลังงาน และลดการใช้พลังงานจริงในระยะยาว

1.3 การประเมิน ESG และความยั่งยืนองค์กร

นักลงทุนและสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานด้าน Environment อย่างมาก โดยเฉพาะ

  • การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
  • แผน Net Zero
  • ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

อาคารที่ออกแบบให้ลดการใช้พลังงานตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ESG ที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความพร้อมขององค์กรในระยะยาว

2. บทบาทของซองอาคารต่อการลดคาร์บอน

ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย ความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะรังสีอินฟราเรด เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิผิวหลังคาและผนังสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น

เมื่ออุณหภูมิพื้นผิวอาคารสูงขึ้น

  • ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้น
  • ภาระเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น
  • การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • การปล่อย CO₂ เพิ่มขึ้น

ดังนั้น การลดความร้อนตั้งแต่ผิวอาคาร จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและให้ผลต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของอาคาร

3. เทคโนโลยีสีสะท้อนความร้อนกับการสนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

หนึ่งในแนวทางที่ต้นทุนเหมาะสมและดำเนินการได้ทันที คือ การเลือกใช้สีที่มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะในช่วงคลื่นอินฟราเรดซึ่งเป็นแหล่งพลังงานความร้อนหลัก เทคโนโลยี Aerotech Nano Ceramic ซึ่งถูกพัฒนาในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีสะท้อนความร้อนอย่าง BegerCool เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดการดูดซับความร้อนของพื้นผิว โดยใช้อนุภาคเซรามิกขนาดนาโนที่ช่วยสะท้อนรังสีอินฟราเรดออกจากผิวอาคาร

หลักการทำงานโดยสรุปคือ

  • ลดการสะสมความร้อนที่ผิวหลังคาและผนัง
  • ช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวอาคาร
  • ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
  • ลดการใช้ไฟฟ้า และลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อม

ในมุมมองของการประเมินอาคารเขียว การใช้วัสดุที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของซองอาคาร สามารถสนับสนุนคะแนนในหมวดพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ในมุมมองของผู้ประกอบการ การลดการใช้พลังงานต่อเนื่องทุกปี คือการลดต้นทุนและลดคาร์บอนพร้อมกัน

4. มุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับสถาปนิกและผู้ประกอบการ

สำหรับสถาปนิก

การเลือกวัสดุไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะพลังงานของอาคารในระยะยาว การเลือกใช้สีที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนสูง สามารถช่วยปรับปรุงค่าประสิทธิภาพพลังงานของอาคาร และสนับสนุนเป้าหมายด้านอาคารคาร์บอนต่ำ

สำหรับผู้ประกอบการ

การลดคาร์บอนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป การเพิ่มประสิทธิภาพซองอาคาร เช่น การใช้ระบบสีสะท้อนความร้อนประสิทธิภาพสูง เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที และให้ผลลัพธ์ต่อเนื่องตลอดอายุอาคาร

ผลที่ได้ไม่เพียงเป็นตัวเลขในรายงาน ESG แต่สะท้อนเป็น

  • ค่าไฟฟ้าที่ลดลง
  • ภาพลักษณ์องค์กรที่ยั่งยืน
  • ความพร้อมต่อกฎระเบียบด้านคาร์บอนในอนาคต

คะแนนการลดคาร์บอนกำลังกลายเป็นเกณฑ์พื้นฐานของโลกธุรกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะในรูปแบบคาร์บอนฟุตพรินต์ มาตรฐานอาคารเขียว หรือการประเมิน ESG ในบริบทของอาคารและอสังหาริมทรัพย์ การลดความร้อนสะสมของซองอาคารเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและเห็นผลจริง โดยเฉพาะในภูมิอากาศร้อนชื้น การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยสะท้อนรังสีความร้อน เช่น นวัตกรรม Aerotech Nano Ceramic ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีสะท้อนความร้อน BegerCool จึงไม่ใช่เพียงการเลือกวัสดุตกแต่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การออกแบบอาคารคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero เมื่อคาร์บอนกลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน การตัดสินใจด้านวัสดุในวันนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความได้เปรียบทางธุรกิจในอนาคต

SHARE :
กรุณาเลือกหมวดหมู่การค้นหา และพิมพ์คำค้นหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง